top of page
Search

Updated: 3 days ago


✨ Jagua Tattoo คืออะไร Jagua Tattoo เป็นศิลปะการตกแต่งผิวแบบชั่วคราวที่ทำจากสารสกัดธรรมชาติของผลไม้ Genipa americana หรือที่เรียกว่า “จากัว” พบหลักฐานที่ บันทึกโดยชาวยุโรป เมื่อปี ค.ศ 1500 แต่มีการใช้ Jagua กันมาก่อนหน้านั้นแล้ว นานมากแล้ว ในกลุ่มชนพื้นเมืองแถบอเมซอนและอเมริกาใต้ โดยใช้ทั้งเพื่อการตกแต่งร่างกาย พิธีกรรม และการรักษา ปัจจุบัน Jagua กลายเป็นที่นิยมทั่วโลกในฐานะ “รอยสักชั่วคราวจากธรรมชาติ” และเป็นทางเลือกหนึ่งคล้ายกับ Henna (Mehendi)







Genipa americana หรือที่เรียกว่า “จากัว” ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองในป่าฝนเขตร้อนของอเมริกาใต้ แถบอเมซอน รวมถึงพื้นที่ในแคริบเบียนและอเมริกากลางบางส่วน ศิลปะการใช้จชนพื้นเมืองในภูมิภาคเหล่านี้ ซึ่งใช้จากัวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต วัฒนธรรม และพิธีกรรม ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของตัวตน ความเชื่อ และการสื่อสารภายในชุมชน ---



(ตั้งแต่ยุโรปเข้าไปศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา + งานชาติพันธุ์วิทยาภายหลัง) ชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ / อเมริกากลาง ใช้ Jagua ทำอะไรบ้าง


🖤 1. เพ้นท์ร่างกาย (Body Painting) ใช้ตกแต่งร่างกายในชีวิตประจำวัน ลวดลายแตกต่างกันไปตามแต่ละเผ่า เป็นส่วนหนึ่งของความงามและวัฒนธรรม

🧬 2. แสดงอัตลักษณ์ของเผ่า / กลุ่ม ลายบนร่างกายบอกได้ว่า “มาจากเผ่าไหน” ใช้แยกความแตกต่างระหว่างกลุ่มคน คล้าย “ภาษาทางภาพ” ของชุมชน

👑 3. บอกสถานะ / บทบาทในสังคม เช่น อายุ เพศ หรือบทบาทในชุมชน บางลายใช้เฉพาะคนบางกลุ่ม อาจเกี่ยวข้องกับช่วงวัยหรือการเปลี่ยนผ่าน (rite of passage)

🔥 4. ใช้ในพิธีกรรมสำคัญ งานเฉลิมฉลอง พิธีทางจิตวิญญาณ พิธีเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ลวดลายมีความหมายเชิงสัญลักษณ์

🛡 5. ความเชื่อเรื่องการปกป้อง (Spiritual Protection) บางเผ่าเชื่อว่าลวดลายช่วย ปกป้องจากพลังไม่ดี เสริมความแข็งแกร่งทางจิตใจ ใช้ก่อนออกล่าสัตว์หรือทำกิจกรรมสำคัญ

🌿 6. ใช้ร่วมกับวิถีชีวิตธรรมชาติ ใช้ร่วมกับพืชอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน ในบางพื้นที่ มีการใช้ผลไม้ในทางพื้นบ้าน (ไม่ใช่แค่เพ้นท์) 💡 สรุปแบบสั้นเอาไปใช้ได้เลย: ชนพื้นเมืองในแถบอเมซอนและอเมริกากลางใช้ Jagua ในการเพ้นท์ร่างกายเพื่อความสวยงาม แสดงอัตลักษณ์ของเผ่า บ่งบอกสถานะ ใช้ในพิธีกรรม และความเชื่อด้านการปกป้องทางจิตวิญญาณ โดยมีการบันทึกการใช้งานตั้งแต่ศตวรรษที่ 16



Embera people
Embera people




Young Tikuna girl from the Wotchimaücü Indigenous community in a feathered headdress
Young Tikuna girl from the Wotchimaücü Indigenous community in a feathered headdress

Yanomami women in northern Brazil
Yanomami women in northern Brazil






การใช้งานของชนพื้นเมือง ชนเผ่าพื้นเมืองในอเมซอนมักใช้น้ำผลไม้จากัวเป็นเครื่องประดับสำหรับร่างกาย ชนเผ่าบางเผ่าเช่นอินเดียนแดงแห่งเปรูยังสอดเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อสร้างรอยถาวรบนร่างกาย นอกจากนี้ผลไม้ยังใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค คนที่รู้จักใช้ผลไม้จากัว (ปัจจุบันหรือในอดีต) ได้แก่Zapara , Shuar , Tsachila , Emberá-Wounaan , Yucuna , Kuna , Yuqui , Tikuna , Yagua , Arakmbut , Ka'apor , Canelos-QuichuaและShipibo- Conibo . [1]- 🌿


จากผลไม้ในป่าฝน สู่ศิลปะบนผิวหนัง ต้นจากัวเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 10–15 เมตร มีใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อน และให้ผลกลมขนาดประมาณ 5–8 เซนติเมตร ภายในผลมีน้ำที่สามารถนำมาสกัดเป็นสีย้อมผิว เมื่อถูกนำมาใช้กับผิวหนัง สีจากัวจะไม่ซึมลงลึก แต่จะย้อมอยู่ที่ “ชั้นหนังกำพร้า” ซึ่งเป็นผิวชั้นบนสุดของร่างกาย



การทำงานของสี Jagua



สิ่งที่ทำให้ Jagua มีเอกลักษณ์คือ เมื่อสีสัมผัสกับโปรตีนในผิวและออกซิเจน จะเกิดปฏิกิริยาทำให้สีค่อยๆเปลี่ยนจากสีอ่อน กลายเป็น สีน้ำเงินเข้มเกือบดำ ภายในระยะเวลา 24–48 ชั่วโมง ซึ่งให้ลุคใกล้เคียงกับรอยสักจริงอย่างมาก --


- 🖤 วิธีการทำงานของ Jagua บนผิว กระบวนการของ Jagua เรียบง่าย แต่มีความน่าสนใจ หลังจากเพ้นท์ลวดลายลงบนผิวแล้ว เจลจะถูกทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นล้างออกหรือแกะออกจากผิว ในช่วงแรกหลังล้าง สีจะยังไม่ปรากฏชัด หรืออาจเห็นเพียงรอยจางๆ จากนั้นภายใน 1–2 วัน สีจะค่อยๆพัฒนาเข้มขึ้น จนกลายเป็นโทนดำอมฟ้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Jagua และจะคงอยู่บนผิวประมาณ 10–14 วัน ก่อนจะค่อยๆจางลงตามการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ --- 🌍 การใช้งานในวัฒนธรรมดั้งเดิม ชนพื้นเมืองในแถบอเมซอน เช่น Emberá, Shipibo, Kuna และอีกหลายกลุ่ม ใช้จากัวในการเพ้นท์ร่างกายเพื่อ แสดงเอกลักษณ์และความเป็นส่วนหนึ่งของเผ่า ใช้ในพิธีกรรมสำคัญ สื่อสารสถานะหรือบทบาทในชุมชน และในบางกรณีใช้ในทางสมุนไพรพื้นบ้าน การใช้จากัวในรูปแบบนี้ถือเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน ไม่ใช่สิ่งที่ถูกคิดค้นขึ้นใหม่ในยุคปัจจุบัน --- 🌿 Jagua ในปัจจุบัน ในปัจจุบัน Jagua ได้ถูกพัฒนาเป็น “รอยสักชั่วคราวจากธรรมชาติ” ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องการลุครอยสัก แต่ไม่ต้องการความถาวร Jagua จึงกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับ การทดลองลายก่อนสักจริง งานแฟชั่นและการถ่ายภาพ หรือการตกแต่งร่างกายในโอกาสพิเศษ -

 
 
 

น้อยแต่มาก Minimal Henna


ใครจะไปคิดว่า "เฮนน่า" ที่เราคุ่นชินใน กับความเยอะ ความดีเทลตาแตก ความอินเดีย ความอาหรับ โมร็อคโก จะสามารถถ่ายทอดออกมาให้มีความโมเดิล เข้าถึงง่ายและดูทันสมัยมากขึ้น


ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการเพ้นท์เฮนน่านั้นได้กลับมานิยมกันอีกครั้ง และบางคนยังมีคำถามว่า "การที่เราเพ้นท์เฮนน่านั้นจะเป็นการฉกฉวยวัฒนธรรม ของประเทศทาง เอเชียตะวันตก หรือไม่?"


การเพ้นท์เฮนน่าคือมรดกทางวัฒธรรมร่วม ขอผู้คนที่อาศัยใน ภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้มา มากกว่า 2,000 ปี


และรูปแบบของการเพ้นท์เฮนน่าก็ได้วิวัฒนาการ

จากพื้ชสมุนไพรที่ให้ความเย็น จนกลายมาเป็นศิลปะบนมือและเท้า และก็ได้ถูกเชื่อมต่อกับความเชื่อของศาสนาต่างๆ ที่อยู่ในแถมนั้น ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีเอกลักษณ์ ลวดลายเฮนน่าที่แตกต่างกันออกไป


ดังนั้นวิฒนาการของของเฮนน่าก็ยังความดำเนินต่อไป การออกแบบเฮนน่าที่สะท้อนศิลปะเฮนน่าในยุคบปัจุบันของเรา ในยุคที่ความไม่จำเป็นได้ถูกตัดทอน การมองเห็นความน้อย แต่ให้ความรู้สึกที่มาก และได้เปลี่ยนโฉม เฮนน่าในมุมมองใหม่


ให้เฮนน่ากลายมาเป็นวัฒธรรมร่วมที่ทุกคนเข้าถึงได้


Less but more Minimal Henna


Who would have thought that the "henna" that we are used to in detail Complex patterns. India, Arab, Morocco will be able to convey it to be modern. and look simple


It is undeniable that the trend of henna painting has returned to be popular again. And some people still have questions. "Is doing Henna a snatching of the culture of the countries of West Asia or not?"


Henna painting is a common cultural heritage. of people living in Southwest Asia for more than 2,000 years


And the style of henna painting has evolved.

from herbs that give cold until it became an art on the hands and feet and has been connected to the beliefs of various religions in that extra Each country is unique. different henna patterns


Therefore, the evolution of henna continues. Henna designs that reflect the art of our modern henna. In an era where the necessity is cut off low vision but feels very and has changed Henna from a new perspective


Let henna become a common culture that everyone appreciates.



















 
 
 

วัน testing ก่อนการถ่ายทำ ท่องฟ้าสีเทาแสงตะวันยามเช้าบนทางด่วน กำลังเดินทางไปบริษัท ข้างในมีช่างแผนกเสื้อผ้า ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม มาก่อนแล้ว ต่างนั้งรอนักแสดงกันอยู่ที่โซนรับแขก ใช้เวลาซักพักก่อนที่เราจะได้เริ่มเพ้นท์

ผู้กำกับ "ปลาคราฟที่เหมือนโดนกักขังไว้ เส้นของสายน้ำที่พาดกลางตัวปลา สีจางๆของลอยสักงานที่ไม่ได้ขมชัด" การเล่าเรื่องราวจากการตีความหมาย ในถานะช่างเราจะทำอย่างไรให้งานออกมาได้ตามที่ ผู้กำกับต้องการ

เราหยิบมือถือ จับปากกาพร้อมสำหรับเริ่มงาน

ผู้กำกับ "วาดเลยเหรอ"

แอรี่ "ค่ะวาดเลย"

ผู้กำกับ "ไม่ดาฟลายเหรอ"

แอรี่ "ไม่ค่ะ :)" สำหรับใครที่มาเพ้นท์ที่ร้านบ่อยๆจะรู้ว่าแอรี่ไม่เคยดาฟลาย

ในห้องที่นี้หนาว สงสารน้องฟ้านักแสดงหญิง

ครึ่งทางแล้วค่ะ

เสร็จแล้วรอแห้ง

สวยงามถูกใจผู้กำกับ

เพ้นท์ไปอยากรู้เรื่องราวในหนังเรื่องนี้ไป มันจะออกมาแบบไหน อะไรคือความหมายของรอยสักชิ้นนี้ เราทดลองสีต่างๆลงบนผิวนักแสดง แต่สีที่ใกล้เคียงกับสีรอยสักเดิมคือสีน้ำเงิน "กรรมยุติธรรมเสมอ" คนคุกทุกคนรู้จักประโยคนี้ พี่เอ็มกล่าว (นักแสดงชาย) อดีตนักโทษประหาร

 
 
 
  • w-facebook
  • w-flickr
  • Twitter Clean
bottom of page